ช่วงนี้เวลางานชอบง่วงนอนอยู่บ่อยๆ วันนี้ก็เลยค้นในเน็ตดูเพราะจำได้ว่าสมัยบวชพระอาจารย์มหาเคยเล่าเรื่อง วิธีแก้ง่วงของพระพุทธเจ้าอยู่ ก็เลยลองค้นในเน็ตดู ก็ได้เจอหลายๆเว็บที่นำเรื่องอุบายแก้ง่วงของพระพุทธเจ้าที่ทรงถวายแก่พระมหาโมคคัลลานะ บางเว็บก็ถอดความมา บางเว็บก็ตีความออกมาให้เหมาะแก่ยุคสมัย แต่อ่านแล้วก็รู้สึกแปลกๆอยู่ดี ก็เลยจะลองเรียบเรียงดูบ้าง ซึ่งวิธีการหรือขั้นตอนต่างๆก็ยังคงเหมือนเดิม จะเปลี่ยนไปก็เพียงแต่ศัพท์หลายๆคำ และเพิ่มเติมในคำอธิบายดูครับ
เรื่องก็มีอยู่ว่าในสมัยพุทธกาล เมื่อพระมหาโมคคัลลนาะ บวชได้ 7 วันก็ได้บำเพ็ญเพียรจนดึก และถูกความง่วงเข้าครอบงำจนไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างที่ตั้งใจ พระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นอยู่ที่อีกเมืองหนึ่ง เมื่อได้ทราบจากญาณหยั่งรู้ ท่านจึงได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ โดยการแสดงตนต่อหน้าพระมหาโมคคัลลานะ และได้มอบอุบายในการบรรเทาความง่วงให้ ซึ่งหลังจากนั้น พระมหาโมคคัลลานะก็สำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ซึ่งอุบายนั้นมีด้วยกัน 8 ประการคือ
- "พิจารณาสาเหตุที่ทำให้ง่วง" คือให้พิจารณาถึงปัจจุบันขณะ ไม่ให้จิตใจอยู่ว่างเปล่าโดยไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อมีสติอยู่กับปัจจุบัน ความง่วงก็จะบรรเทาลงได้
- "นึกถึงคำสอนหรือเรื่องราวในอดีต" คล้ายกับข้อแรก แต่ต่างกันที่วิธีการนี้ให้นึกถึงและพิจารณาความจำของเราเอง เพราะบางครั้ง บางคน อาจมีคำพูดหรือเรื่องราวต่างๆอยู่ในใจ ทำให้ทำสติได้ดีกว่าการพิจารณาปัจจุบันขณะมาก
- "ท่องหนังสือ หรือพูดเรื่องที่ทำอยู่ออกมาเป็นคำพูด" เป็นการเปลี่ยนอากัปกิริยา จากสิ่งที่ทำอยู่เงียบๆ ร่างกายได้เคลื่อนไหวน้อยซึ่งมักจะทำให้ง่วง การท่องอ่านออกเสียง หรือพูดออกมา ทำให้ร่างกายได้ขยับอย่างมีสติ เป็นการลดความง่วงอีกวิธีหนึ่ง
- "ใช้นิ้วแยงหูทั้งสองข้าง และ/หรือ ลูบลำตัวด้วยฝ่ามือ" เป็นการเปลี่ยนอากัปกิริยาอีกวิธีหนึ่งซึ่งบริเวณรูหู และลำตัวจะมีเส้นประสาทสัมผัสอยู่มาก การแยงหู หรือ ลูบตัว เป็นการทำให้สมองได้ตื่นตัวทำงานเพิ่มขึ้น โดยรบกวนกับสมาธิในการทำงานไม่มากนัก
- "ลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยน้ำ มองไปรอบๆ" หากใช้คำง่ายๆก็คือ ให้ไปล้างหน้าล้างตานั่นเอง วิธีนี้จะนำความสดชื่นมาให้ด้วย การมองไปรอบๆ ก็ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานลงได้
- "ทำภาพในใจ 'อาโลกสัญญา'" คือกำหนดความสว่างไว้ในใจ ให้สว่างเหมือนกันทั้งกลางวันกลางคืน โดยปกติความง่วงมักจะมากับความมืด วิธีการนี้คือสร้างภาพความสว่างไว้ในใจ ให้ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยง ให้มีแสงสว่างเจิดจ้าไปหมด ให้ใจเรานึกว่าเป็นเวลากลางวัน หลอกจิตใต้สำนึกว่าขณะนี้เป็นเวลากลางวัน จะได้กระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้น
- "เดินจงกรม" โดยการลุกขึ้น เดินไป-กลับช้าๆ อย่างมีสติ พิจารณาการเคลื่อนไหวของเท้าทั้งสองข้าง ในการก้าวเดิน ในการกลับตัว ให้มีสติ นอกจากนี้ยังเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากนั่งนิ่งๆมาเป็นเวลานานด้วย
- "นอน" เมื่อวิธีการข้างต้นใช้ไม่ได้ผลแล้ว วิธีนึงจึงเป็นวิธีสุดท้าย คือพักผ่อนเสียก่อน แล้วค่อยทำต่อในภายหลัง แต่ก่อนนอนก็ให้กำหนดจิตไปด้วยว่า เมื่อพักผ่อนเพียงพอแล้วให้ลุกตื่นขึ้นมาแล้วทำงานต่อเลย จึงจะละความง่วงได้ (สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรให้ใช้ การเจริญสมาธิด้วย สีหไสยาสน์ คือนอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าให้เหลื่อมกัน ใช้แขนรองคอไว้อย่างมีสติ)
ขอให้มีความสุขกับการทำงานนะครับ










